เฉินหลง (Jackie Chan)

Posted on 2007-Jan-2 at 09:35

เฉินหลง หรือ ชาน กวง ซาง (ซึ่งแปลว่า เกิดในฮ่องกง) ถือกำเนิด ในครอบครัว ที่ยากจน จนมากเสียจน เขาเกือบจะถูกขาย ให้กับคู่สามีภรรยา ชาวอังกฤษ แต่ต่อมา เขากลับกลายเป็นคน หารายได้หลัก มาจุนเจือ ครอบครัว เมื่อเขาสมัครเข้า สถาบันวิจัย อุปรากรจีน ตอนอายุได้ 7 ขวบ ซึ่งสถาบันนี้ เป็นที่ร่ำลือกัน ถึงความทารุน จนมีข่าวลือว่า ในสัญญา เข้าโรงเรียน มีข้อความ ปกป้องครู ที่อาจถึงกับฆ่าลูกศิษย์ได้ ในขณะฝีกสอน เฉินหลง ร่ำเรียนอยู่ที่นี่ อยู่นานกว่า 10 ปี จึงเริ่มมีชื่อเสียง โดดเด่น ในด้านศิลปะการต่อสู้ และกายกรรม
ความแข็งแกร่ง ปราดเปรียว ของเฉินหลง ทำให้เขา เริ่มมีโอกาสปรากฏตัว บนแผ่นฟิล์ม เมื่ออายุย่าง เข้าวัยรุ่นตอนปลาย โดยได้รับการ กล่าวขาน ว่าเป็นตัวตาย ตัวแทน ของ บรู๊ซลี เลยทีเดียว เขาได้รับบท เป็นหนุ่ม หน้าหยก ที่มีเพลงเตะ เป็นเลิศ เส้นทางนักแสดง ของเขา ก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ แต่เขา เริ่มรู้ซึ้งถึงศักยภาพ อันเปี่ยมล้นของเขา ในการเป็นดารา ก็ต่อเมื่อ เขานำเอาปฏิภาณ ไหวพริบ เข้ามาใช้ ในการแสดง ความสำเร็จของ เฉินหลง ในเบื้องหน้าเพียง อย่างเดียว ดูจะยังไม่พอ เขาเริ่มเข้า ไปทำงานเบื้องหลัง ในส่วนของบทบู๊ นับจากเรื่อง ‘The Young Master’ ในปี พ.ศ. 2521 เป็นต้นมา เฉินหลง มีส่วนในงานด้านการสร้าง นอกเหนือไป จากด้านการแสดง แทบจะทุกเรื่อง ซึ่งรวมไปถึง การกำกับ และการเขียนบทด้วย
เฉินหลง ประสบความสำเร็จ เรื่องแล้วเรื่องเล่า จากภาพยนต์ ที่สร้างในฮ่องกง จนใคร ๆ ก็ปฏิเสธไม่ลงว่า เขาเป็นนักแสดง ที่โด่งดังที่สุด ในเอเชีย โดยมีเรื่อง ‘Project A’ ต่อมาคือเรื่อง ‘Police Story’ และ ‘Armour of God’ เป็นแรงส่ง ให้ตัวเขา ก้าวสู่จุดสูงสุดนั้น เมื่อเขาโด่งดัง จนเชื่อว่า เขาควรจะลอง ตลาด ต่างประเทศดูบ้าง เขาก็ได้ชิมลาง ด้วยเรื่อง ‘The Big Braw’ ในปี พ.ศ. 2523 และหนังสองเรื่อง แรกของ แคนนอน รัน ซึ่งผลกลับ กลายเป็นว่า ไม่ประสบ ความสำเร็จ จนเมื่อถัดมาอีกถึง 16 ปี เขาจึงได้รับการกล่าวขาน ไปทั่วโลก จากหนัง ภาคภาษาอังกฤษของเขา เรื่อง ‘Rumble in the Bronx’ ความโด่งดังของเขา เช่น จากเรื่อง ‘Rush Hour’ เปล่งประกายขึ้นเรื่อย ๆ โดย เฉินหลง เป็นที่ชื่นชอบ ของแฟน ๆ เป็นอย่างยิ่ง จากการที่ เขาแสดงบทเสี่ยง อันตรายต่างๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งทำให้เขา ต้องได้รับบาดเจ็บ และเผชิญหน้า กับความตาย หลายครั้ง หลายครา ทุกวันนี้ เฉินหลง ใช้ความสามารถพิเศษ ที่เสี่ยงอันตราย ของเขาด้านนี้ ในการสร้างความเชื่อถือ ให้กับบทของเขา
ในปี 2543 เขารับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Shianghai Noon ภาพยนตร์แนวแอ็คชั่น คอเมดี้อีกเรื่องหนึ่ง ที่ถ่ายทำใน Old West โดยร่วมแสดงกับโอเว่น วิลสัน และลูซี่ ลุย และก็เป็นอีกเรื่องที่ประสบความสำเร็จอย่างมากเช่นกัน แต่ผลงานอีก 2 ปีต่อมา เรื่อง The Tuxedo กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ในปีเดียวกันนั้น เขาได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ Hollywood Walk of Fame และยังได้รับเกียรติยกย่องให้ได้รับรางวัล The World Stunt Awards อีกด้วย และผลงานล่าสุดที่ผ่านสายตาไปเมื่อไม่นานนี้คือเรื่อง The Twin Effects และกำลังจะกลับมาอีกครั้งกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ กับทุนสร้างหลายล้านเหรียญเรื่อง The Medallion ตอนนี้ ชานมีลูกชายแล้วหนึ่งคน ชื่อ เจ ซี กับภรรยาที่เป็นนักแสดงชาวไต้หวันชื่อ ลิน เฟง ชาว


เฉินหลง ถือกำเนิด ในครอบครัว ที่ยากจน ชีวิตของเขา ผกผัน เมื่อเขาเข้าเรียนที่ สถาบันวิจัย อุปรากรจีน และได้มีโอกาส ได้ร่ำเรียน วิชากังฟู เขาเริ่มชีวิตนักแสดง ในฐานะ ผู้สืบสานตำนาน หนังกังฟู ของ บรู๊ซลี แต่สิ่งที่ทำให้เขา โด่งดังมากที่สุด น่าจะเป็น ความเป็นคนยิ้มง่าย และเสน่ห์ ในตัวของเขาเอง เขากลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทวีปเอเซีย เพราะว่าเขามักจะทุ่มความพยายามกับหนังเกือบทุกเรื่องด้วยการควบคุมเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสร้างเอง กำกับเอง หรือแม้แต่กระทั่งการประพันธ์เพลงเอง

นอสตราดามุส

Posted on 2006-Dec-12 at 11:47

นอสตราดามุส จอห์น ดี (John Dee) เป็นนักโหราศาสตร์และแพทย์ที่เก่งกาจในพุทธศตวรรษที่ 21 แต่เขาก็ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายเหมือนกับนอสตราดามุส ( Nostradamus) ผลงานชิ้นสำคัญของนอสตราดามุสที่ถูกตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2111 คือ Propheties ได้ถูกตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่นั้นมา
      ในช่วง 4 ศตวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่คำทำนายฉบับสมบูรณ์ถูกตีพิมพ์ ทุกถ้อยคำ ที่มีอยู่ในโคลงหลายร้อยโคลง ก็ถูกวิเคราะห์และตีความหมายไปในหลายแบบ การแปลความหมายไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะโคลงเขียนขึ้นด้วยภาษาฝรั่งเศสปนละตินและกรีก ถ้อยคำเป็นการอุปมาและไม่แจ่มชัด คำทำนายไม่ได้เป็นไปอย่างเรียงลำดับของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนและหลัง จึงทำให้ยากที่จะเข้าใจ
      อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังเป็นที่นิยม ดังจะเห็นได้จากการนำคำทำนายและเรื่องราวของเขาไปแต่งหนังสือ บทความ และภาพยนตร์ และการที่ผู้รอบรู้ต่างแข่งขันกันตีความหมายของโคลงทำนาย
       นอสตราดามุส มีชื่อจริงว่า มิเชล เดอ นอสตราดาม (Michel De Nostradame ) เกิดที่จังหวัด เซนต์ เรมี(St.Remy) ในฝรั่งเศส ปี พ.ศ.2046 เขาได้เปลี่ยนจากนับถือศาสนายูดาห์ (Judaism) มาเป็นคริสต์ศาสนา

นิกายโรมันคาทอลิก นอสตราดามุสเป็นเด็กฉลาดและขยัน เขาได้เข้าเป็นนักศึกษาแพทย์ที่ มหาวิทยาลัย มองต์เปลลีเยร์(Montpellier) เนื่องจากวิชาการแพทย์นั้นเน้นโหราศาสตร์และปรัชญาซึ่งเป็นสิ่งที่เขาสนใจ เขาจึงมีชื่อเสียงในทางความคิดแปลกๆที่เขานำมาใช้ทางการแพทย์
       สมัยนั้นเป็นสมัยของโรคระบาดที่ไม่มีใครเข้าใจสาเหตุและการติดต่อของมัน การแพทย์ไม่มีทางรักษา นอสตราดามุสเชื่อว่า ยามีพลังรักษาได้ เขาจึงศึกษาและพัฒนายาจนประสบความสำเร็จ นอสตราดามุสได้ค้นคว้าและหาทางกำจัดโรคร้ายต่างๆจนกระทั่งภรรยาและลูกของเขาต้องติดโรคระบาดจนเสียชีวิต
       หลังจากนั้นเขาได้ออกเดินทางไปทั่วฝรั่งเศสและอิตาลี ค้นคว้าเรื่องยาและหาความรู้เพิ่มเติมทางยา นอสตราดามุสตั้งหลักอีกครั้งที่เมือง ซาลอง (Salon) แต่งงานใหม่และเริ่มการทำนายอนาคต วิธีการทำนายของเขา จะใช้ทั้งวิธีทำนายจากพื้นผิวสะท้อนและการคำนวณทางโหราศาสตร์ แต่โดยมากแล้วการทำนายจะปรากฏแก่เขาเป็นนิมิต ซึ่งเขาบันทึกไว้เป็นโคลงเป็นร้อยๆโคลงมารวมกัน เรียกว่า ศตวรรษ (Centuries) หรือโคลงร้อยบท โคลงนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2098 และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ในปี พ.ศ.2100
       นอสตราดามุส ถูกเรียกตัวให้เข้าเฝ้าพระราชินีแคทเธอรีน เดอ เมดีซีส์ (Catherine de Medicis) ด้วยพระองค์ประสงค์จะรู้อนาคตของราชวงศ์ ด้วยความสามารถของเขาทำให้ผลการทำนายเป็นที่พอพระทัยของราชินี การทำนายหนึ่งในโคลงได้กล่าวถึงสาเหตุการสวรรคตของพระเจ้าอองรีที่ 2 (Henry II) พระสวามีของพระนางว่า จะสวรรคตในการต่อสู้ ความแม่นยำในการทำนายทำให้เขามีชื่อเสียงและเป็นที่จับตาขององค์กรทางศาสนา ที่คอยสอดส่องผู้ที่ใช้คุณไสยและทำนายอนาคตได้โดยพลังปีศาจ นอสตราดามุสโชคดีที่มีอำนาจของพระราชินีคุ้มครอง และเขาก็พยายามเก็บตัวเงียบ เขาได้เผาห้องสมุดของตัวเองโดยอ้างว่า คาถาโบราณเป็นสิ่งอันตราย ต้องทำลายทิ้งให้หมด
       เขามีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยจนสุขภาพทรุดโทรมในปี พ.ศ.2109 เจ็ดปีหลังจากนอสตราดามุสเสียชีวิต พระเจ้าอองรีที่ 2 เสด็จสวรรคต จากนั้นโคลงร้อยบทก็ถูกพิมพ์อย่างสมบูรณ์ โคลงพยากรณ์ของนอสตราดามุส มีความคลุมเครือและยากที่จะตีความหมาย ผู้รู้ที่ทำการตีความหมายของโคลงพบว่า นอสตราดามุส มีนิสัยชอบใช้ชื่อย่อและรหัสแทนชื่อคนและสถานที่ นอสตราดามุสลังเลที่จะพยากรณ์อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากเกรงว่า ผู้นำของโลกจะไม่สามารถยอมรับความจริงได้ และเขาก็เกรงต่ออำนาจศาสนจักรที่คอยจ้องจับผิดเขาอยู่ และเกรงต่อการลบหลู่ผู้มีอำนาจเนื่องจากคำทำนายของเขา
       ก่อนที่นอสตราดามุสจะเสียชีวิต เขายอมรับความคลุมเครือของโคลงและเพื่อเป็นการแก้ปัญหา เขาได้นำคู่มือถอดรหัสโคลงชื่อ Carte Blanche และมอบให้กับผู้ถอดรหัสไว้เป็นเครื่องชี้นำ คู่มือได้ช่วยให้การตีความหมายโคลงเป็นไปได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับผู้ตีความหมายสมัยใหม่ที่พยายามหาวิธีถอดรหัสโดยแทนค่าคำด้วยตัวอักษรบางตัว และอ้างว่าพบรหัสใหม่ที่ทำให้ถอดความได้ง่ายขึ้น แต่ไม่เป็นที่นิยม


       คนที่พยายามจะเขียนคำพยากรณ์ของนอสตราดามุสขึ้นมาใหม่ด้วยการตีความหมายอย่างละเอียดนั้น อาจเข้าใจในจุดประสงค์ที่แท้จริงของนอสตราดามุสผิดไป นอสตราดามุสได้เขียนโคลงทำนายไว้ เปรียบได้กับศาสนาพยากรณ์แห่งชีวิต เอาไว้อ้างอิงเมื่อยามมีปัญหา เมื่อเกิดคำถามก็ให้อ้างอิงถึงโคลงและจะพบคำตอบได้ หากคำทำนายไม่เป็นจริงตามที่บอกก็มีคำอธิบายความผิดพลาดเสมอ ตีความหมายผิดบ้าง ผิดเวลาบ้าง ต่างกันไปบ้าง
       ความเชื่อที่มนุษย์มีต่อการทำนายนั้น เป็นไปโดยไม่ได้บังคับ มีบางครั้งที่ความเชื่อนั้น ถูกบังคับและมีเบื้องหลัง เช่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกนาซีได้จัดให้โหรชาวสวิสผู้เชี่ยวชาญในการแปลโคลงของนอสตราดามุส เพื่อให้เขาทำโคลงปลอมที่ชี้ให้เห็นถึงคำทำนายว่าเยอรมันจะชนะ ทางฝ่ายอังกฤษ ก็ทำเช่นเดียวกันโดยปลอมโคลง 50 โคลง ที่มีความหมายถึงความตายและความพ่ายแพ้ของฮิตเลอร์ (Hitler)

 
ที่มา :อาณาจักรเรื่องเร้นลับ,บัวแก้ว ไชยหลวงผา

ยุทธจักรมังกรโบราณ........โกวเล้ง

Posted on 2006-Dec-11 at 09:32

โกวเล้ง(มังกรโบราณ) มีชื่อจริงว่า"ฮิ้มเอี้ยวฮั้ว" ถือกำเนิดที่ฮ่องกง เมื่อปี พ.ศ.2481 จบการศึกษาภาคประถมที่ฮ่องกง เมื่ออายุได้ 14 ปี ก็เดินทางไปศึกษาต่อยังไต้หวันเพียงลำพัง

คนผู้หนึ่ง อาศัยกระบี่เล่มหนึ่ง ท่องเที่ยวทั่วยุทธจัร ชำระบุญคุณความแค้นตามใจปราถนา ความฮึกหาญของคนพเนจร ไม่ทราบเป็นที่อิจฉาของผู้คนมากน้อยเพียงใด แต่มีผู้ใดเข้าใจด้านที่มืดมิด โศกสลด อ้างว้าง และ ปวดร้าวซึ่งซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ...



ชีวิตแต่หนหลังของโกวเล้ง ขณะที่ผู้อื่น แบกกระเป๋าไปโรงเรียน ก็ระเหเร่ร่อนในยุทธจักรแล้ว ดังนั้นเมื่อมีเงินทองจากการเขียนหนังสือ จึงจับจ่ายราวก้อนกรวด ไม่เสียดาย... โกวเล้งเล่าว่า "เมื่อเริ่มเขียนนิยายกำลังภายใน ก็เริ่มมีเงิน คนผู้หนึ่ง หากรู้จักแต่หาเงินโดยไม่ใช้เงิน ย่อมบันดาลให้ผู้คนมิอาจไม่นับถือเลื่อมใส ที่น่าเสียดายก็คือ คนเช่นนี้มีไม่มากนัก ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนี้จึงมีชีวิตอย่างเป็นสุข"...

เมื่อได้เงินด้วยความเบิกบานใจ ย่อมต้องใช้เงินด้วยความเบิกบานใจ แหล่งบันเทิงในกรุงไทเปแม้มีไม่มาก แต่ก็เพียงพอให้เด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้าสู่โลกศิวิไลซ์ จับจ่ายใช้สอยจนหมดสิ้น.... โกวเล้ง ไม่ยอมอยู่เงียบเหงา ชมชอบคบหาสหายที่สุด ร้านอาหาร บาร์ และตลาดโต้รุ่ง เป็นสถานที่ที่โกวเล้งมักไปเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ อาศัยสุรานัดพบสหาย สุรากับโกวเล้ง เป็นสองสิ่งที่แยกกันไม่ออก แม้ว่าตอนเขียนต้นฉบับไม่แตะต้องสุรา แต่ผลงานที่ออกมายังปรากฎกลิ่นหอมสุราขจรขจาย... โกวเล้งบอกว่า ...

" ความจริงข้าพเจ้าไม่ใช่รักการดื่มสุราที่สุด ข้าพเจ้ามิได้ชมชอบรสชาติของสุรา หากแต่เป็นเพื่อนในวงสุรา และ บรรยากาศในวงสุรา บรรยากาศเช่นนี้ มีแต่สุราจึงสร้างขึ้นได้ " ...



ชีวิตที่เวียนว่ายอยู่ในห้วงสุรานานปี ในที่สุดโค่นร่างกายที่แข็งแกร่งของโกวเล้งลง... ยังดีที่โกวเล้งรู้จักกับสุภาพสตรีแซ่อูที่เรียบร้อยนุ่มนวลนางหนึ่ง ระหว่างที่ล้มเจ็บ นางคอยดูแล เอาใจใส่... เมื่ออกจากโรงพยาบาล โกวเล้งพำนักอยู่ในบ้าน ผ่านช่วงชีวิตอันอบอุ่น วิชาแพทย์ที่สูงเยี่ยม การดูแลอย่างตั้งใจ โรคตับของโกวเล้งค่อยฟื้นฟูทีละน้อย ... ภายหลังงดเว้นสุราไปครึ่งปี เวลารับประทานอาหารย่นย่อจากเจ็ดแปดชั่วโมง เหลือเพียงครึ่งชั่วโมง ...........

...."ขุนเขาพอแก้ไข นิสัยยากกลับกลาย"

หลังจากผ่านช่วงชีวิตที่ไร้สุราครึ่งปี ในที่สุดโกวเล้งก็เริ่มดื่มสุราอีก ตอนแรกจิบเพียงทีละน้อย ไม่นานให้หลัง ก็คืนสู่ความกล้าหาญดังเดิม โรคก็คือโรคไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะความฮึกหาญของโกวเล้ง เป็นเหตุให้โรคเก่ากำเริบ ต้องเข้าโรงพยาบาลอีก คราวนี้พำนักอยู่ในโรงพยาบาลนานนับเดือน ตอนออกจากโรคพยาบาล โกวเล้งถามแพทย์ผู้ทำการรักษาว่า..."ยังสามารถดื่มสุราได้หรือไม่" แพทย์ย่อมต้องตอบว่า"ทางที่ดีอย่าได้ดื่ม แต่ดื่มวันละแก้วเล็กๆคงไม่เป็นไร" ....ความหมายของแพทย์ก็คือ วันหนึ่งดื่มได้เพียงแก้วเล็กๆแก้วหนึ่ง แต่โกวเล้งไม่เป็นเช่นนั้น ดื่มแก้วเล็กๆ แต่วันหนึ่งดื่มเจ็ดแปดร้อยแก้วเล็กๆ ต่อให้เป็นบุรุษเหล็ก ก็ทนการเคี่ยวกรำเช่นนี้ไม่ได้ ภายหลัง โกวเล้ง เข้าโรงพยาบาลเป็นครั้งที่สาม พอเข้าโรงพยาบาล นางพยาบาลทั้งหลายใช้สายตาที่ทั้งตื่นเต้นทั้งเลื่อมใสบอกว่า..."กล้าหาญจริงๆ เข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว" ....วิชาแพทย์และตัวยาอันล้ำเลิศ รักษาโกวเล้งให้หายดีอีกครั้ง เมื่อออกจากโรงพยาบาล นางพยาบาลที่น่ารักบอกว่า..."ขออย่าได้พบกันใหม่" ...คำพูดนี้แม้พูดด้วยเจตนาดี แต่คิดไม่ถึง ไม่พบกันใหม่กลับกลายเป็นพรากจากชั่วนิรันดร์....


โกวเล้งยังคงดื่มสุราโดยมิว่างเว้น ... เพราะเหตุใด? ....ใช่เนื่องเพราะถูกพิษของสุรา หรือว่าไม่กลัวตาย หรือคิดอาศัยสุราหลีกหนีอันใด? ปัญหาเหล่านี้ไม่มีผู้ใดตอบได้ ต่อให้เป็นคนที่ใกล้ชิดสนิทที่สุด ก็ไม่สามารถอธิบายได้............ก่อนสิ้นใจไม่กี่วัน โกวเล้งยังร่ำดื่มอย่างเต็มที่ เป็นเวลาสามวันสามคืนหวังให้ตัวเองเมามายพันปี โกวเล้งกล่าวว่า "หากอดสุรา มิสู้ตาย" นับเป็นการดื่มสุราครั้งสุดท้าย เท่ากับยุติชีวิตลงด้วยสุราอย่างแท้จริง เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2528 อายุได้ 48 ปี (นับตามธรรมเนียมจีน) ......โกวเล้งจากไปอย่างผ่าเผย สง่างาม ภายใต้ความต้องการของตนเอง ....ตอนมีชีวิตอยู่ แม้พกพากระบี่ท่องยุทธจักร แต่คมกระบี่ไม่ทำร้ายผู้อื่น หนึ่งเดียวที่ทำร้าย คือ ตัวเอง


โกวเล้ง ไปจากโลกีย์วิสัย กลับคืนสู่ความดั้งเดิม รั้งอยู่ในโลกมนุษย์สี่สิบแปดปี ฮึกหาญเทียมฟ้า เข้มแข็งคลุมจักรวาล ภูมิปัญญาน่าตระหนก ช่างฝันเกินคน รักใคร่สหาย ร่ำดื่มเมรัย ลุ่มหลงหญิงงาม ใฝ่หาความสุข อาศัยพลังสร้างสรรค์อันอุดมเลิศเขียนนิยายกว่าร้อยเรื่องแพร่หลายไปทั่วแผ่นดิน สร้างเส้นทางใหม่ในยุทธจักรนิยาย กลับกลายเป็นปรมาจารย์แห่งนิยายกำลังภายในของจีน ใต้ปลายปากกาของโกวเล้ง เป็นศูนย์รวมของผู้กล้าที่มากสีมากสัน .....โกวเล้งมีปรัชญาชีวิตประการหนึ่ง เปรียบตนเองเป็นเทียนไข เทียนไขที่จุดทั้งสองด้าน โกวเล้งเห็นว่า เยี่ยงนี้จึงมีประกายโชติช่วง แต่ก็สิ้นสุดโดยเร็วกว่าเดิม ชีวิตของโกวเล้ง ใยมิใช่เป็นเช่นนี้จริงๆ มาอย่างเร่งร้อน และจากไปอย่างรวดเร็ว

........ผีเสื้อตอนนี้แม้ตายแล้ว แต่ความสวยงามยังถูกเก็บรักษาไว้ให้ผู้คนเชยชม.......ชีวิตของผีเสื้อนับว่ามีคุณค่า ผีเสื้อเป็นเช่นนี้ คนก็เป็นเช่นกัน....

คนผู้หนึ่งยามมีชีวิต ขอเพียงอยู่อย่างเบิกบานสำราญใจ แม้มีชีวิตน้อยลงสักหลายวัน จะเป็นอันใดไป หรือคนอายุขัยยาวนานจะสุขสำราญกว่าคนอายุสั้น....มีบ้างบางคน ยิ่งอายุยืนยาว ยิ่งรวดร้าวทรมาน คนเยี่ยงนี้มีชีวิตมิสู้ตายไป ขอเพียงผ่านวันเวลาอย่างสุขสำราญ ใยมิใช่มีความหมายกว่าอยู่อย่างคับแค้นร้อยปี
(จับอิดนึ้ง 2512)

อสูรกาย ไฮดรา

Posted on 2006-Dec-6 at 08:10

ไฮดรา (Hydra)

ไฮดรา อาศัยอยู่ในบึงเลอร์นา (Lerna)
เป็นพี่น้องกับ อสูรกายราชสีห์นีเมียน (Nemean),
เซอร์เบรัส (Cerberus), สฟิงซ์ (Sphinx),
ไคมีร่า (Chimera) และลาดอน (Ladon)
ทั้ง 6 เป็นลูกของอสูรกายไทฟอน และอสูรกายอิคิดนา



ลักษณะของไฮดรา คืออสูรกายซึ่งเป็นส่วนผสมของสัตว์หลายชนิด
มีลำตัวเป็นสุนัข ร่างกายปกคลุมด้วยเกล็ดปลาอันแข็งแกร่ง
มีหางเหมือนมังกร ส่วนหัวนั้นเหมือนงู หรือมังกร
ลมหายใจของมันยังมีพิษร้ายแรงมาก
ถึงขนาดทำให้คนที่เข้าใกล้ถึงแก่ความตายได้

ตามตำนานนั้นผู้ปราบไฮดราก็คือ เฮอร์คิวลิส (Hercules)
ซึ่งปฎิบัติตามคำสั่งของยูริทูสให้ไปปราบไฮดรา อสูรกาย 9 หัว
(บางตำนานบอกว่าไฮดรามี 10 หัว แต่บางตำนานก็บอกว่ามีมากถึง 100 หัว)
และการที่ลมหายใจของมันมีพิษที่ร้ายแรงนั้น
เฮอร์คิวลิสจึงต้องสูดลมหายใจให้เต็มปอดแล้วจึงค่อยวิ่ง เข้าไปสู้
โดยเอากระบองฟาดใส่หัวของมัน ด้วยแรงอันมหาศาลของเขา
ทำให้หัวของเจ้าไฮดราขาดกระเด็นลงมาหนึ่งหัว
แต่หัวของมันก็งอกขึ้นมาใหม่ถึงสองหัว

แต่ด้วยปัญญาอันชาญฉลาดของเฮอร์คิวลิส
เมื่อตัดหัวของไฮดราได้แล้วจึงได้ให้ผู้ช่วยคือ ไอโอลอส (Iolaus)
ผู้เป็นบุตรของ อิฟิคลีส (Iphicles) น้องฝาแฝดของเฮอร์คิวลิส
โดยให้ไอโอลอสนำไฟลนที่คอของไฮดรา
เพื่อไม่ให้มีหัวใหม่งอกออกมาได้

เมื่อสังหารอสูรกายไฮดราลงได้แล้ว
เฮอร์คิวลิสได้เอาลูกธนูที่เทพบุตรอพอลโลประทานให้
จุ่มเลือดของไฮดราเพื่อใช้เป็นศรพิษอาวุธสำคัญ
ในการใช้ปราบอสูรกายตัวอื่นๆต่อไป


กลุ่มดาวงูไฮดรา



กลุ่มดาวงูไฮดรา เป็นกลุ่มดาว
ที่มีขนาดของพื้นที่ใหญ่ที่สุดบนท้องฟ้า
มีความกว้างกว่า 100 องศา
เป็นกลุ่มดาวที่ดาวฤกษ์ไม่สว่างมากนัก
ยากแก่การมองให้เป็นรูปงูไฮดรา
ยกเว้น ดาว Alphard ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ ที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาว
และมีดาว 6 ดวง ที่เรียงกัน เป็นรูปส่วนหัวของงู
อยู่ทางทิศตะวันออกของดาวโพรซิออน
กลุ่มดาวงูไฮดราจะมองเห็นได้ดีที่สุด
ในเวลา 21.00 น. ของเดือนเมษายน


บรอนซ์เซนต์ ไฮดรา อิจิ (Hydra Ichi)

ประวัติวันพ่อแห่งชาติ

Posted on 2006-Dec-3 at 11:45

ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ค่ะ


วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดย คุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็น ผู้ริเริ่ม

หลักการและเหตุผลที่มีการจัดตั้งวันพ่อ เนื่องจาก พ่อเป็นบุคคลผู้มีพระคุณและมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและสังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนและตอบ แทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสังคมควรที่จะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็น "วันพ่อแห่งชาติ" ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างนานัปการ

อีกทั้งยังทรงเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและ พระราชธิดาที่ทรงรักใคร่ห่วงใย ตั้งแต่พระเยาว์จนถึงปัจจุบัน และพระเจ้าหลานเธอทุก ๆ พระองค์ต่างซาบซึ้ง ในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู้ลืม พระองค์ทรงเป็น "พ่อ" ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระ เมตตากรุณา ทรงห่วงใยอย่างหาที่เปรียบมิได้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นพระโอรสองค์เล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมหลวงสงขลานครินทร์และพระบาทสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมานท์ ออร์เบินณ์ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาชูเซสท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2475 พระองค์ทรงมีพระเชษฐาธิราช (พี่ชาย) และพระเชษฐภคินี (พี่สาว) 2พระองค์คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8)

ประวัติวัดโสธรฯ

Posted on 2006-Dec-1 at 12:00

วัดโสธร อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัด ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 2 ก.ม อยู่ริมแม่น้ำบางประกง และติดกับค่ายศรีโสธร ซึ่งเป็นที่ตั้งกองพันทหารช่างที่ 2 (ช.พัน2) ตามหนังสือประวัติพระพุทธโสธร รวบรวมโดย พระมหาก่อเขมทสสี ขณะเมื่อยังเป็นเจ้าคุณพระเขมารามมุนีได้กล่าวว่า เดิมวักโสธรนี้ มีชื่อว่า " วัดหงส์" เพราะที่วัดมีเสาใหญ่มีรูปหงส์เป็นเครื่องหมายติดอยุ่บนยอดเสา วัดนี้สร้างในสมัยไม่ปรากฏ แต่พอจะสันนิษฐานได้ว่าเป้นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง สร้างขึ้นในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี หรือต้นสมัยกรุงธนบุรี ราวปี พ.ศ 2307 มูลเหตุที่วัดนี้ที่ได้ชื่อว่าโสธร มีผู้เฒ่าเล่าสืบกันมาว่าหงส์ซึ่งอยู่บนยอดเสาใหญ่ถูกลมพายุพัดลงมา ครั้นหงส์ตกลงมาแล้วก็เหลือแต่เสาใหญ่จึงมีบุคคลเอาธงขึ้นแขวนแทน เลยเรียกชื่อวัดนี้ว่า "วัดเสาธง" ต่อมาเกิดลมพายุกล้าพัดเสาธงหักโค่นลงมาเป้นสองท่อน ประชาชนที่ถือเอาเครื่องหมายเสาธงหักเป็นท่อนนั้น ตั้งชื่อว่า "วัดเสาทอน" ครั้นต่อมาค่อย ๆ เพี้ยนแล้วห้วนเข้าเลยเรียกกันว่า"วัดโสธร" จนกระทั่งปัจจุบันนี้

นามวัดโสธรนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เคยทรงรับสั่งว่าเป็นนามที่ไพเราะและแปลก ทั้งแปลได้ความดีมาก และทรงสันนิษฐานว่า ผู้ที่ให้ชื่อวัดไว้คงไม่ใช่คนที่ไม่รู้เรื่อง

ชื่อวัดโสธร หรือวัดโสทร ปรากฏในเรื่องนำเที่ยวจังหวัดฉะเชิงเทราของนายตรี อำมาตยกุล พิมพ์ลงในวารสารปีที่ 6 เล่ม 7 มีข้อความเกี่ยวกับชื่อวีดโสธรนี้ว่า"เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" เสด็จประพาสวัดนี้เมื่อพ.ศ 2451 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเหล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฏราชกุมาร ยังทรงเขียนชื่อวัดนี้ว่า "วัดโสทร" ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นวัดโสธรเห็นจะเป็นในราวรัชกาลที่ 6 นี้เอง แต่ยังหาหลักฐานวันเดือนปีที่เริ่มใหม่ไม่ได้" อย่างไรก็ตาม ปรากฏในแถลงการณ์คณะสงฆ์เล่ม 6 หน้า 105 พ.ศ 2461 ลงเรื่องระยะทางสมเด็จพระมหาสมณะ เสด็จตรวจคณะสงฆ์ในมณฑลปราจีนบุรี พ.ศ2459 ชื่อวัดโสธรได้เขียนไว้อย่างนี้แล้ว พอจะอนุมานได้ว่าได้เปลี่ยนชื่อวัดโสทรเป็นวัดโสธร ในราวต้นรัชกาลที่6 ฉะนั้นผู้ที่เขียนชื่อวัดโสธร เป็นวัดโสทร ภายหลังปี พ.ศ 2459 แล้ว น่าจะเกิดจากการสะกดผิดมากกว่าที่จะมีเจตนาเขียนเช่นนั้น

เมื่อคราวพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสมณฑลปราจีน ร.ศ127 ได้มีพระราชหัตถเลขาถึงมกุฏราชกุมาร ความตอนหนึ่งเกี่ยวกับชื่อวัดโสธรว่า "กลับมาแวะวัดโสทรซึ่งกรมดำรงฯ คิดจะแปลว่า ยโสธร จะให้เกี่ยวข้องแก่กาลที่ได้สร้างเมื่อเสด็จกลับจากไปตีเมืองเขมร แผ่นดินพระบรมไตรโลกานาถ หรือเมื่อใดราวนั้น แต่เป็นที่น่าสงสัยเห็นด้วยใหม่นัก..." พระราชปรารถตอนนี้ทำให้เกิดความคิดว่าชื่อวัดโสธรนี้จะเป็นการถูกต้องแล้ว หรือโดยได้ทรงระลึกถึงพระที่นั่ง" ยโสธรมหาพิมานบรรยงค์" ในรัชกาลแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง ได้ยกทัพไปตีเมืองเขมร ได้ชัยชนะ ทรงพระราชดำริเฉลิมพระเกียรติด้วยถ่ายแบบประสาทกับพระที่นั่งในเมืองยโสธร นครธมมาแล้วในกรุงศรีอยุธยา ทำให้สงสัยว่าจะตกตัว"ย" ไปเสียหรืออย่างไร คงเหลือแต่ " โสธร " เท่านั้น แต่ในที่สุดพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงปลงพระทัยจะเชื่อนักเพราะทรงเห็นว่าวัดโสธรนี้ยังใหม่ ดังปรากฏตามพระราชปรารถดังกล่าวข้างต้น พอจะสรุปได้ว่า " โสธร " กับ "ยโสธรมหาพิมานบรรยงค์" มิใช่เป็นสถานที่แห่งเดียวกัน มีที่มาและความหมายต่างกัน
อนึ่ง อำเภอโสธรที่อยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดโสธรนี้ เมื่อชื่อจะคล้ายคลึงกันก็ตาม คำว่า "ยโสธร" แปลว่าทรงยศ เดิมอำเภอยโสธรเรียกว่า อำเภอยศ เพราะเป็นเมืองชื่อว่ายศสุนทร ตั้งขึ้นในราว พ.ศ 2280 ภายหลังเปลี่ยนเป็นเมืองยโสธรแล้วยุบเป็นอำเภอ เมื่อราว พ.ศ2454
วัดโสธรเป็นวัดราษฏรมาแต่ดั้งเดิม พึ่งได้รับพระราชทานยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร มีนามว่า " วัดโวสธรวรารามวรวิหาร" เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2501

ทำไม? ต้องสวมแหวนแต่งงานที่ “นิ้วนาง”

Posted on 2006-Nov-29 at 07:09

ทำไม... ต้องสวมแหวน แต่งงานที่ “นิ้วนาง” ด้วย
ไม่ใช่แค่เพราะเราเรียกมันว่า ring finger แน่ๆ
มันต้องมีความหมายมากกว่านั้น

ทดลองพิสูจน์ความมหัศจรรย์ด้วยตัวเอง
ลองแบมือ 2 ข้าง ประกบเข้าหากัน (พนมมือ)
แล้วงอนิ้วกลางลงข้างใน เอาหลังนิ้วกลาง ทั้ง 2 ข้างมาชนกัน
ทีนี้... นิ้วที่เหลือ ก็คือ โป้ง/ ชี้/ นาง/ ก้อย ให้เอาปลายนิ้วมาชนกัน

ลองปล่อยนิ้วที่เอาปลายชนกัน ให้ออกจากกัน ทีละนิ้ว
โดยที่ “นิ้วกลาง” ยังคงงอแตะกันอยู่
จะพบว่า... นิ้วชี้ ก็ปล่อยจากกันได้
นิ้วโป้ง ก็ปล่อยจากกันได้
นิ้วก้อย ก็ปล่อยจากกันได้ อย่างสบายๆ

แต่... “นิ้วนาง” กลับปล่อยออกจากกันไม่ได้

นั่นเป็นเพราะ…

นิ้วกลาง แทน ตัวเราเอง
นิ้วโป้ง แทน พ่อแม่ ซึ่งวันหนึ่งท่านก็ต้องจากเราไป
นิ้วชี้ แทน พี่น้อง ซึ่งเขาก็ต้องไปมีชีวิตของเขาเอง
นิ้วก้อย แทน ลูก พอโตขึ้น ลูกก็ต้องไปมีชีวิตของตัวเอง มีสังคม, ครอบครัว ของตัวเอง
นิ้วนาง แทน "คู่ชีวิต"
...ทีนี้ก็เหลือแค่ "คู่ชีวิต" แล้วล่ะ ที่จะอยู่กับเราไปจนแก่

เรื่องของกามเทพ

Posted on 2006-Nov-29 at 06:22
>> > > > >ในอดีตกาลนามมาแล้ว เค้าว่ากันว่า
>> > > > >มนุษย์ทุกคนมีหัวใจด้วยกันทั้งหมดสองดวง
>> > > > >แต่ยังมีเทวดาน้อยอยู่องค์หนึ่งซึ่งไม่รู้จักสิ่งที่เค้าเรียกว่าหัวใจ
>> > > > >ด้วยความที่สงสัยว่าหัวใจนั้นมันเป็นอย่างไร
>> > > > >เทวดาน้อยจึงได้ไปถามนางฟ้าผู้ที่ดูแลทางเข้าออกของประตูสวรรค์…
>> > > > >“ท่านนางฟ้า โปรดบอกข้า หัวใจคืออะไร…?”
>> > > > >“หัวใจ…ก็คือสิ่ง บริสุทธิ์ สวยงามที่สุดของมนุษย์ยังไงเล่า”
>> > > > >“แล้วสิ่งที่เรียกมนุษย์อยู่แห่งใดล่ะ…?”
>> > > > >“อยู่เบื้องล่างยังอีกฟากของประตูสวรรค์นี่ยังไงเล่า“
>> > > > >“เปิดประตูให้ข้าไปชมหัวใจของมนุษย์ได้มั้ย นางฟ้า…?”
>> > > > >“มิได้หรอก มันผิดกฎของสวรรค์ เจ้ากลับไปซะเถอะ
>> > > > >แค่เจ้ามาสนทนากับข้าก็ผิดมากเท่าใดแล้ว เจ้ารู้ตัวมั้ยเจ้าเทวดาน้อย”
>> > > > >
>> > > > >เทวดาน้อยทำทีว่าหันหลังกลับไป
>> > > > >แต่ด้วยความที่อยากได้หัวใจมาครอบครองไว้เป็นของตน
>> > > > >จึงได้นำคันศรธนูมา
>> > > > >แล้วยิงไปที่นางฟ้าผู้รักษาประตูสวรรค์หวังจะให้นางฟ้านั้นสลบไป
>> > > > >ในชั่วข้ามคืนนั้นเอง
>> > > > >เทวดาน้อยแอบเปิดประตูสวรรค์แล้วบินไปยังโลกมนุษย์
>> > > > >กลางดึกของคืนนี้เป็นคืนที่เงียบสงบ
>> > > > >มนุษย์ทุกคนต่างหลับกันหมดแล้ว
>> > > > >เทวดาน้อยจึงแอบบินเข้าไปในบ้านของมนุษย์ทุกคน
>> > > > >แล้วไปเอาสิ่งที่เรียกว่า
>> > > > >“หัวใจ” ของทุกคนบนโลกมนุษย์ มาคนละหนึ่งดวง
>> > > > >แล้วนำลอยขึ้นไปบนสวรรค์
>> > > > >หวังจะขโมยกลับไปเป็นของตน
>> > > > >แต่ระหว่างที่เทวดาน้อยกำลังกลับเข้าไป
>> > > > >ปากทางของประตูสวรรค์ได้มีนางฟ้าและเทวดาแห่งความรักยืนกั้นอยู่
>> > > > >เทวดาน้อยเห็นดังนั้นจึงบินหนี
>> > > > >แต่นางฟ้าองค์หนึ่งได้บินตามเพื่อมาแย่งหัวใจของมนุษย์ทั้งหมดมาไว้
>> > > > >แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อหัวใจทั้งหมดได้เกิดหลุดกระจายออก
>> > > >
>> >แล้วร่วงโปรยปรายไปยังบนโลกมนุษย์ และได้เกิดการสลับสับเปลี่ยนเจ้าของหัวใจกันในค่ำคืนนั้นเอง…
>> > > > >เทวดาน้อยถูกลงโทษด้วยการเป็นเด็กตลอดกาล
>> > > >
>> >และเปลี่ยนชื่อเป็นกามเทพ
>> >
>> > ให้อยู่บนโลกมนุษย์ เพื่อตามหาหัวใจสองดวงของมนุษย์ที่ไปอยู่กับใครอีกดวงหนึ่ง
>> >
>> >ให้มาพบกันตลอดไป ....
>> >

เหรียญในมือ

Posted on 2006-Nov-29 at 01:23

ได้รับเมลจากเพื่อนมา

อ่านแล้วได้คิด...เราทุกคนก็คงมีประสบการณ์แบบนี้

.:: เหรียญในมือ ::.


เคยสงสัยไหม ว่าทำไมเรามักจะไม่ได้รู้จักกับคนที่เราอยากรู้จัก
และคนที่เรารู้จักมักจะไม่มีใครน่าสนใจ หรือไม่ก็ไม่ใช่สเป็กเรา…

เคยได้ยินเรื่องอยู่เรื่องหนึ่ง... มีผู้ใหญ่เขาเล่นกับเด็ก
ผู้ใหญ่กำเหรียญอยู่ในมือ แล้วถามเด็กว่าอยากรู้ไหม ในมือของท่านมีอะไร
ถ้าอยากรู้ให้เขกพื้น 5 ที เด็กก็เขกด้วยความอยากรู้
ผู้ใหญ่แบมือให้ดู เด็กก็ได้พบว่าเป็นแค่เหรียญธรรมดาเหรียญหนึ่งเท่านั้น
ต่อมาผู้ใหญ่กำมืออีก แล้วถามอีกเหมือนเดิมว่าอยากรู้ไหมว่ามือท่านมีอะไร
คราวนี้เด็กไม่สนใจ ไม่อยากรู้แล้วจริงๆ
คือเมื่อเด็กได้รู้แล้วว่าในมือผู้ใหญ่เป็นแค่เหรียญธรรมดาเท่านั้น
ไม่มีอะไรพิเศษเลย เขาก็เลยไม่สนใจอีก...

นี่แหละ คนเราก็เป็นแบบนี้ ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา ไขว่คว้าเพื่อให้ได้รับรู้
เมื่อเราได้รู้แล้วว่ามันคืออะไร มันเป็นยังไง เราก็ไม่สนใจมันอีก
ถามว่าเหรียญในมือเปลี่ยนไปไหม? ค่ามันน้อยลงไหม?
เปล่าเลย ค่าของมันเท่าเดิม ยังคงเป็นเหรียญๆเดิม ทั้งก่อนและหลังที่เราเห็น
แต่ความรู้สึกของเราต่างหากล่ะที่เปลี่ยนไป
ก็เป็นเพราะความรู้สึกที่เอื้อมไม่ถึงไปไม่ถึงนั่นแหละที่ทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่ไกล
ต่อเมื่อได้สิ่งนั้นมาแล้วได้รู้จักแล้ว เราก็ไม่รู้สึกเป็นพิเศษอีก

บางคนที่เราแอบประทับใจ หรือแอบปลื้มมานาน
พอได้รู้จักพูดคุยกันแค่ไม่กี่คำก็รู้แล้วว่าคนนี้ไม่ใช่
คิดอะไรไม่เหมือนกัน มองกันคนละด้าน...
บรรดาคนของสังคม เป็นขวัญใจของคนมากมาย เพราะดูดี มีอารมณ์ขัน
ทำให้ใครต่อใครพากันปลื้มจนออกนอกหน้า
แต่หากได้มานั่งจับเข่าคุยกันแล้ว ถ้าเขาไม่ได้มีความคิดหรือความเป็นตัวของตัวเองที่โดดเด่น
เขาก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ความคิดก็เหมือนคนอื่นๆ
ความรู้สึกประทับใจในตอนแรกก็กลายเป็นเฉยๆไป...

ในทางกลับกัน
บางครั้งกับคนที่เหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ หน้าตาธรรมดา มีชีวิตอย่างเรียบง่าย
แต่แค่ได้คุยกันครั้งเดียว กลับรู้สึกดี รู้สึกว่าคนนี้มีอะไรไม่ธรรมดา เริ่มรู้สึกว่าน่าสนใจ และอยากเจอเขาอีกเรื่อยๆ
ความดีในตัวต่างหากที่สำคัญ
เมื่อได้เรียนรู้กันและกันแล้ว ความน่ารัก ความมีน้ำใจ ความเสียสละต่างหากที่จะทำให้ไม่รู้จักเบื่อ
สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้อีกฝ่ายอยากค้นหา ติดตาม เห็นคุณค่าและไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไป
ไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่เมื่อได้มาแล้วก็เท่านั้น เหมือนเดิม ไม่มีอะไรแปลกใหม่
ไม่มีอะไรให้น่าที่จะรัก น่าที่จะค้นหาอีก…

ในชีวิตหนึ่งของคนเราสามารถปิ๊งคนได้หลายคน ประทับใจใครได้หลายหน
แต่จะมีสักกี่คนที่ใช่ ที่ตรงกับเรา
ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าในชีวิตจะได้พบกับคนที่ "ใช่เลย" ไหม…
บางครั้งเราอาจกำลังแอบปลื้มคนๆหนึ่งที่เราเพิ่งได้รู้จัก
อยากคุยอยากเจอหน้าตลอดเวลา
แต่พอเจอปัญหา มีเรื่องอยากเล่า เรากลับรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนที่เราต้องการ
เรากลับเลือกที่จะคุยกับคนอีกคนที่เราสนิทมานาน
เพราะความรู้สึกมันบอกเองว่าคนๆนี้แหละถึงจะเป็นคนที่เราสามารถคุยได้ทุกเรื่อง เข้าใจเรา
เขา...ก็ยังคงเป็นเขาอย่างที่แล้วๆมา ไม่มีอะไรหวือหวา
ทุกอย่างเป็นของมันอย่างนี้มานานจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา จนไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เราต้องการจริงๆ…

แปลก…คนที่ใกล้ชิดกับเราที่สุดมักถูกมองข้ามไปเสมอ…

คุณเคยปล่อยเพชรให้ผ่านไปไหม…หรือเคยคว้าเศษฝุ่นไว้ไหม?


...เราอาจเคยทำให้เพชรหลุดมือไป แต่ไม่เสียใจ
เพราะเพชรอาจไม่คู่ควรกับเราจริงๆ...

เพื่อนกันนั้นคือใคร?

Posted on 2006-Nov-29 at 12:10

ชายคนหนึ่งมีเพื่อนเกลออยู่3 คน
เกลอคนที่1 เขารักมาก ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเกลอคนนี้
เกลอคนที่2 เขารักรองลงมาจากคนแรก
เกลอคนที่3 เขาไม่สนใจ และไม่เคยทำอะไรเพื่อเกลอผู้นี้เลย
ต่อมาในไม่ช้าไม่นาน เขาก็ได้ตายลง
ความที่จิตเขาผูกพันกับอยู่กับเกลอคนที่หนึ่ง เขาจึงไปหา
แต่เกลอคนนี้ไม่ไยดีเขาเลย เขาพูดด้วยก็ไม่ยอมเจรจาตอบ เขารู้สึกเสียใจมาก
และนึกเสียดายว่าขณะที่มีชีวิตอยู่เขาไม่ควรทุ่มเทเพื่อเกลอคนนี้
จากนั้นเขาจึงไปหาเกลอคนที่ 2
เกลอผู้นี้ดีกว่าเกลอคนแรกตรงที่ตามไปส่ง เมื่อเขาเดินทางไปปรโลก
แต่ส่งเพียงครึ่งทางก็กลับ
คงมีแต่เกลอคนที่ 3 เท่านั้นที่ติดตามเขา
และร่วมเดินทางไปกับเขาตลอดเส้นทาง ไม่เคยทอดทิ้งเขาแม้เพียงอึดใจเดียว
หลังจากอ่านจบขอถามนะว่า รู้ไหมว่าเกลอคนที่ 1 , 2 และ 3 เป็นใครกันบ้าง
ลองคิดกันก่อนนะ แล้วค่อยดูเฉลย
เกลอคนที่ 1 คือ ทรัพย์สมบัติ เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่
เราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา แต่พอเราตายมันกลับไม่ไปกับเรา
แถมเราพูดด้วย มันก็ไม่พูดกับเรา
เกลอคนที่ 2 คือ ลูกเมีย ญาติพี่น้องเพราะพอเราตาย เขาก็ทำบุญให้เรา ทำศพให้ แปลว่า เขาไปส่งเราแค่ครึ่งทาง
เกลอคนสุดท้าย คือ บุญกับบาป
เมื่อเราตายไป เราไม่สามารถเอาอะไรไปด้วยได้
ยกเว้นเพียงแค่บุญกับบาปเท่านั้น ที่จะตามเราไป
เพราะฉะนั้น เราต้องเอาใจใส่เกลอคนที่3 ให้มากโดยเฉพาะ
คนที่ ชื่อนายบุญ ส่วนนายบาป เราต้องหนีให้ไกล
อย่าได้เอาไปเป็นเพื่อนร่วมทางโดยเด็ดขาด
จำไว้ว่าใครที่มัวหลงใหลเอาใจแต่เกลอคนที่หนึ่งจึงเป็นคนโง่
หลังจากอ่านจบแล้วได้แง่คิดอะไรกันบ้างไหม ?

ตัวหนังสือ..บอกนิสัย

Posted on 2006-Nov-28 at 01:55

> >> เขียนตัวหนังสือผอม
สำหรับคนที่เขียนตัวหนังสือที่มีลักษณะผอมสูงจนสามารถแลเห็นได้อย่างชัดเจนนั้น อุปนิสัยนั้นมักจะเป็นคนที่มีความอ่อนไหว จิตใจจะเปราะบางมาก ชอบชีวิตที่เรียบง่ายสบายๆ ที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก และค่อนข้างจะเป็นคนที่เก็บตัวอยู่ในโลกของตัวเอง ไม่ค่อยสนใจหรือเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องคนอื่น ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ออกจะขี้อายไม่มีความมั่นใจในตัวเองนัก ทั้งยังถือสาในคำพูดของคนอื่นที่มีต่อตนเอง คนรอบข้างจะเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตสูง

> >> เขียนตัวหนังสือบาง
คนที่เขียนตัวหนังสือบางนั้น มีความแตกต่างจากตัวหนังสือแบบผอมสูง เพราะตัวหนังสือบาง หมายถึงเส้นที่เขียนจะเบา ไม่มีความหนักแน่นชัดเจน ส่วนอุปนิสัยของคนที่มีลายมือแบบนี้ บ่งบอกถึงการเป็นคนที่ช่างคิด จนออกไปทางการเป็นคนคิดมาก แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะมีความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ติดจะขี้อายพอสมควรทีเดียว ให้พูดหรือแสดงออกท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก มักจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่จะชอบทำในสิ่งที่คุ้นเคยอยู่เสมอ ๆ

> >> เขียนหนังสือตัวหนัก
สำหรับข้อนี้หมายถึงตัวหนังสือที่เวลาเขียนผู้เขียนจะกดเส้นลงหนักมาก ส่งผลให้ตัวหนังสือมีความชัดเจนเป็นอย่างดี ส่วนอุปนิสัยของคนที่มีลายมือลักษณะนี้ จะเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองมาก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่มีความสามารถด้วยเช่นกัน จึงไม่ค่อยรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นมากนักแต่จะเป็นคนที่สามารถวางแผนและ จัดการทุกเรื่องอย่างเป็นระบบระเบียบเสมอ มักมีเป้าหมายในชีวิตและค่อนข้างจะคาดหวังในชีวิตมาก ชอบการเป็นคนโดดเด่นและมีความสำคัญ

> >> เขียนตัวหนังสือโต
ตัวหนังสือตัวโต หมายถึงตัวหนังสือที่มีขนาดใหญ่แต่จะมีขนาดของตัวอักษรที่สมดุลย์พอดีกันอย่างสม่ำเสมอทุกตัว สำหรับอุปนิสัยของคนที่มีลายมือเช่นนี้ บ่งบอกถึงการเป็นคนใจกว้าง มีน้ำใจไมตรี สามารถเข้าได้กับคนทุกระดับ ชอบการมีคนรักใคร่ชอบพอมาก ๆ และมีความสามารถในการควบคุมสถานการณ์อันคับขันเพราะจะเป็นคนที่มีความหนักแน่นเยือกเย็นอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังเป็นคนที่มีความรอบคอบ ถี่ถ้วนและไม่ชอบให้เกิดสิ่งที่ผิดพลาดกับตัวเองอีกด้วย

> >> เขียนตัวหนังสืออ้วน
คนที่เขียนตัวหนังสือมีขนาดความกว้างมากกว่าความยาว อุปนิสัยนั้นบ่งบอกถึงการเป็นคนมองโลกในแง่ดี ไม่เล่ห์เหลี่ยมใด ๆ กับใครทั้งสิ้น ทั้งยังเป็นคนใจอ่อน ใจดีชอบช่วยเหลือเอื้อเฟื้อคนนั้นคนนี้อยู่เสมอ จนบางทีตัวเองถึงกับเดือดร้อนอยู่บ่อย ๆ และเมื่อต้องตัดสินใจในเรื่องใดสักเรื่อง จะมีความลังเลใจสูงทำให้คนที่ไม่ชอบรับผิดชอบเรื่องใหญ่ ๆ ที่ต้องใช้การตัดสินใจแบบเด็ดขาดแต่มักได้รับความเอ็นดูจากคนใกล้ชิดเสมอ

> >> เขียนตัวหนังสือหวัด
สำหรับคนที่ลายมือหวัดเขียนตัวหนังสือติดพันกันแทบทุกตัว บ่งบอกถึงอุปนิสัยของการเป็นนักคิด นักวางแผนที่ดีแต่ถ้าให้ลงือปฏิบัติเองมักไค่อยประสบผลสำเร็จ
นอกจากนี้ยังเป็นคนที่เชื่อมั่นในความคิดของตัวเองมาก และมองการณ์ไกลทั้งยังมีอุดมการณ์ที่สูงส่ง แต่มักเป็นคนที่ไม่ชอบเปิดเผยตัวเองนัก ชอบอยู่ในโลกส่วนตัวและหมกมุ่นทำในสิ่งที่ชื่นชอบครั้งละนาน ๆ ในบางครั้งจะเป็นคนที่ใจร้อนกับเรื่องที่คนอื่นไม่ค่อยคาดคิดหรือคิดไม่ถึง

> >> ตัวหนังสือโย้เย้
คนที่เขียนตัวหนังสือเดี๋ยวตัวโตเดี๋ยวตัวเล็กไม่มีความสม่ำเสมอกันเลยนั้น บอกถึงนิสัยของการเป็นเด็กไร้เดียงสา และไม่ค่อยคิดอะไรที่ซับซ้อนนัก และยังชอบตามใจตัวเอง โดยไม่ค่อยคำนึงถึงจิตใจคนอื่นสักเท่าไร แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ใจกว้าง เปิดเผย ยอมรับความคิดของคนได้ง่าย แต่มักจะมีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ไม่เอาจริงเอาจังหรือลึกซึ้งกับสิ่งใดมากนัก โดยเฉพาะถ้าไม่ใช่สิ่งที่ตนชอบหรือสนใจและยังไม่ใช่คนที่มีเหตุผลอะไรเลย

> >> เขียนหนังสือเป็นระเบียบ
คนที่เขียนหนังสืออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เท่ากันทุกวรรค ทุกตอน บ่งบอกถึงนิสัยที่เป็นคนเอาจริงเอาจังกับการทำงาน และเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเป็นแม้ว่าจะมีความแตกต่างจากคนอื่น โดยไม่สนใจว่าใครจะคิดอย่างไรกับตน ทั้งยังเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูง และไม่ใช่คนที่ยอมแพ้กับอะไรง่าย ๆ จะมีความอดทนได้ยาวนานจนน่าประหลาดใจกับสิ่งที่ตนมุ่งมั่น นอกจากนี้ยังเป็นคนที่มีความมั่นคงในจิตใจสูงมาก จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรง่ายๆ ถ้าไม่ใช่เรื่องร้ายมากนัก

> >> เขียนตัวหนังสือเฉียงขึ้น
คนที่เขียนหนังสือโดยตัวหนังสือจะค่อย ๆ เฉียงขึ้นทุกทีนั้น บ่งบอกถึงการเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นในชีวิตสูงมาก และมีความอดทนพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะค่อย ๆ ไต่เต้านำพาชีวิตของตนให้ไปสู่จุดสูงสุดที่มั่นคงปลอดภัยและเหนือกว่าคนอื่ทั้งยังเป็นที่ให้ค่ากับเรื่องของวัตถุค่อนข้างมาก แต่ในขณะเดียวกันก็จะเป็นคนที่ยื่นอยู่บนความเป็นจริงของชีวิต ไม่มีความซับซ้อนอะไรมากนัก สิ่งใดถูกก็คือถูกและผิดก็คือผิด และจะเชื่อมั่นในความคิดเช่นนี้โดยไม่สนใจรายละเอียดใด ๆ

> >> เขียนตัวหนังสือเฉียงลง
ส่วนคนที่เขียนตัวหนังสือในลักษณะที่ทะแยงลงจากระดับของบรรทัดนั้น มักเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ในวันนี้หรือในปัจจุบันมากกว่าที่จะคิดคำนึงไปถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
และมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ชอบใช้ชีวิตแบบง่าย ๆ ไม่มีระเบียบแบบแผนอะไรมากนัก ทั้งยังไม่ใช่คนที่ทะเยอทะยานอะไรเลย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ชื่นชมชีวิต มีความสุขได้จากทุกสิ่งรอบตัว และมีน้ำใจเข้ากับผู้คนได้ทุกระดับ และยังชอบหยิบยื่นมิตรภาพแก่ทุกคน

>>> เขียนตัวหนังสือเป็นเหลี่ยม
ส่วนคนที่เขียนตัวหนังสือมีลักษณะเป็นเหลี่ยมเป็นมุมอย่างชัดเจนนั้น บ่งบอกถึงนิสัยที่เชื่อมั่นในความคิดของตนอย่างรุนแรง จนออกไปทางคนที่แข็งกระด้าง และไม่ยอมรับความคิดของใครโดยง่าย นอกจากนี้ยังเป็นคนที่เอาจริงเอาจังเคร่งเครียดไปเสียแทบทุกเรื่อง ทั้งยังเป็นคนเจ้าระเบียบมองโลกแต่ในแง่ร้าย ทำให้หวาดระแวงคนง่าย ไม่ค่อยมีความสุขในชีวิตเท่าที่ควร

>>>เขียนตัวหนังสือมน
ส่วนคนที่เขียนตัวหนังสือออกมาทางมน ๆ กลม ๆ นั้นบ่งบอกถึงนิสัยของการเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี ชอบแสวงหาความรื่นรมย์ให้ชีวิต ทั้งยังเป็นคนใจดี ใจอ่อน ชอบการรับใช้บริการ และตามอกตามใจคนรอบข้าง นอกจากนี้ยังเป็นคนที่ปรับตัวเก่ง สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เร็ว ทั้งยังเป็นคนที่มีความอิสระในตัวเองสูง ไม่ชอบการโดนจำกัดให้อยู่ในกรอบความคิดใดความคิดหนึ่งเท่านั้น จึงสามารถยอมรับความคิดของคนได้โดยง่าย

>>>เขียนตัวหนังสือเล่นหาง
สำหรับคนที่เขียนตัวหนังสือที่ลักษณะตวัดมีหางมาก ๆ นั้น บ่งบอกถึงนิสัยของการเป็นคนช่างฝัน และโรแมนติค ชอบในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ จนดูเหมือนคนเจ้าชู้ นอกจากนี้ยังเป็นคนที่อารมณ์ปรวนแปรรวดเร็ว มีความต้องการในเรื่องของรูป รส กลิ่น เสียงสูง ชอบชีวิตที่มีสีสันหวือหวา ให้ตื่นเต้นเร้าใจอยู่เสมอ ชอบการพบปะกับผู้คน มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีแต่เป็นที่ไม่ระเบียบแบบแผนในชีวิตเท่าที่ควร

เทคนิคการแต่งหน้า

Posted on 2006-Nov-27 at 12:47

เทคนิค การแต่งหน้า ครบทุก ขั้นตอน ที่ทำให้สวย และมั่นใจ ขึ้นด้วย ฝีมือของคุณเอง
ผิวหน้าเปล่งปลั่ง
1. ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์ ให้สะอาดหมดจด
2. เลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะกับสภาพผิว และควรใช้ครีมบำารุงที่มีสารป้องกันรังสียูวี

3. รอให้ครีมบำรุงผิวที่ทาไว้ ซึมซาบสู่ผิวก่อน หากผิวไม่เรียบเนียน ให้ใช้รองพื้นช่วยปรับผิวหน้าให้ดูเรียบเนียนและพรางรอยสิว หรือจุดด่างดำบนใบหน้า การใช้รองพื้นควรทาอย่างบางเบา เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติสำหรับคนที่ผิวดีอยู่แล้ว อาจไม่ต้องรองพื้นทั่วใบหน้าก็ได้ เลือกทาเฉพาะจุดที่ต้องการปรับสีผิวก็พอ

4. เลือกรองพื้นสีใกล้เคียงกับสีผิว แต้มบริเวณจมูก หน้าผาก คางและพวงแก้มทั้งสองด้าน แล้วเกลี่ยให้กลมกลืนกัน

5.หลังจากลงรองพื้นแล้ว ทาทับด้วยแป้งฝุ่นสีที่ใกล้เคียงกับสีผิว ปัดให้ทั่วทั้งใบหน้าและลำคอ โดยค่อย ๆ กดซับไปจนทั่วใบหน้าอย่างเบามือ

คิ้วสวย
1. การถอนขนคิ้วควรทำหลังจากอาบน้ำอุ่น หรือไม่ก็ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นแตะคิ้วเบา ๆ เพื่อให้ขนคิ้วชุ่มและอ่อนตัว แล้วควรพิถีพิถันในการกันคิ้วโดยใช้มีดโกนค่อย ๆ กันออกทีละเส้นจากหางคิ้วเข้ามาหาหัวคิ้ว และควรกันเฉพาะบริเวณด้านล่างของคิ้วหรือใต้ท้องคิ้วเท่านั้น อย่ากันด้านบนของคิ้วออก เพราะจะทำให้รูปหน้าเปลี่ยนไป

2. ก่อนลงมือกันคิ้ว อาจลองใช้ดินสอเขียนคิ้ว ควรวาดเส้นโครงเป็นแนวคิ้ว เพื่อให้ได้คิ้วที่สวยงามแล้วจึงลงมือกันขนคิ้วส่วนที่เกินจากโครงเส้นที่วาดไว้

3. การแต่งคิ้วที่บางให้ดูคมเข้ม เป็นธรรมชาตินั้น ให้เลือกใช้เดินสอเขียนคิ้วโทนสีที่ใกล้เคียงกับสีผม
และสีขนคิ้ว เขียนที่เส้นขอบฐานล่างของคิ้ว วาดเป็นโครงรูปคิ้ว แล้วใช้พู่กันอันเล็กปลายแบนสำหรับคิ้ว
แตะอายแชโดว์สีเดียวกันกับดินสอเขียนคิ้วไล้ไปตามรูปคิ้วเบา ๆ ปัดซ้ำด้วยมาสคาร่าเจลแบบใส แค่นี้คิ้วของคุณก็ดูได้รูปสวย ทั้งยังดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งโป้ก เหมือนเขียนด้วยดินสอเขียนคิ้วอย่างเดียว

ดวงตาเปล่งประกาย
1. การเขียนเส้นขอบตา ให้ยึดขอบขนตาล่างและบนเป็นแนวให้ขอบตาล่างและบนชนกันที่หางตา
การวาดขอบตาให้ทั่ว จะทำให้ดวงตากลมโตขึ้นหลังจากวาดเส้นขอบตาแล้ว ควรใช้พู่กันอันเล็กสำหรับทาตา จิ้มอายแชโดว์สีเดียวกับดินสอวาดขอบตา ทาทับเส้นดินสอที่เขียนไว้ จะทำให้ขอบเส้นดูนุ่มนวล

2. การแต่งตาให้ดูเป็นประกาย มีมิติ ควรเลือกใช้อายแชโดว์โทนสีกลาง ๆ หรือสีน้ำตาลอ่อนทาบนริเวณหางตาเข้ามาถึงบริเวณรอบพับตา ส่วนบริเวณเปลือกตาให้ใช้เฉดสีอ่อนลงเช่น ขาวหรือเบจเพื่อให้เป็นไฮไลต์ โดยเกลี่ยให้ทั่วเปลือกตา รวมทั้งบริเวณใต้โหนกคิ้ว และหัวตาจะทำให้ใบหน้าดูสว่างขึ้น

3. ก่อนปัดมาสคาร่า ควรทำการดัดขนตาก่อน โดยเริ่มจากเอาที่ดัดขนตา จรดที่โคนขนตา แล้วค่อยๆหนีบเบา ๆ ค้างไว้ 1-2 วินาที แล้วง้าง
ที่ดัดขนตาออก เลื่อนไปที่บริเวณตรงกลางของขนตา กดเบา ๆ ค้างไว้สักครู่ ส่วนครั้งสุดท้ายดัดส่วนปลายขนตา กดเบา ๆ ไม่ต้องค้างไว้ จะช่วยให้ขนตางอนสวย แล้วใช้แปรงหวีขนตาก่อนปัดมาสคาร่า แต่ตอนนี้คนที่ขี้เกียจดัดขนตา ก็มีมาสคาร่าแบบดัดขนไปในตัวให้เลือกใช้เช่นอิลลูชั่นนิสท์ของเอสเต้ ลอเดอร์

4. การปัดขนตาด้วยมาสคาร่า ให้ตั้งมาสคาร่าแนวนอนขนานกับขนตา ปัดให้ชิดกับโคน
ขนตาบน แล้วช้อนขึ้น แล้วปัดที่ด้านข้างของขนตาส่วนขนตาล่าง ให้จับมาสคาร่าแนวตั้ง แล้วใช้ปลายมาสคาร่า เกลี่ยที่ขนตาเบา ๆ

5. ในขณะที่ปัดมาสคาร่า ควนอ้าปากไปด้วย จะช่วยให้ปัดได้แม่นยำขึ้น

เกอิชา & เมดูซ่า

Posted on 2006-Nov-26 at 06:59

วันนี้มีโอกาสได้ค้นหา ตำนานของ 2 ชื่อนี้ มาลง blog


Maduza




ในตำนานของกรีกนั้น เมดูซ่า(Medusa) เป็นผู้หญิงที่มีผมเป็นงู และเมื่อมีคนมองมาที่ใบหน้าเธอ เธอจะสาปให้คนผุ้นั้นกลายเป็นหิน ที่จริงแล้วก่อนที่เมดูซ่าจะมีความร้ายกาจดังที่เป็นที่เล่าขานกันมานั้น เมดูซ่านั้นเป็นหญิงสาวที่มีหน้าตาสวยงามมาก

เมดูซ่า เป็นหนึ่งในลูกสาวทั้งสามของ เมทิสซึ่งเมทิสเป็นเจ้าแห่งสติปัญญาและสามารถแปลงร่างเป็นสิ่งต่างๆได้มากมาย แต่เดิมลูกทั้ง 3 ของเมทิสเป็นคนที่สวยงามมาก แต่แล้ววันหนึ่งเมทิสแม่ของเมดูซ่าถูกเทพ เซอุส(Zeus)ข่มขืนและกลืนกินลงท้องไป และเซอุสจึงได้ใช้สติปัญญาและความสามารถทางการแปลงร่างของเมทิสเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง พลังอำนาจนั้นทำให้เทพเซอุสยิ่งใหญ่เหนือเทพทั้งปวง และต่อมาเทพธิดา เอเทน่า(Athena)ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากการที่พลังของเมทิสทะลักออกมาทางหน้าผากของเซอุส เมื่อเอเทน่าได้กำเนิดขึ้นพร้อมกับความสามารถทางสติปัญญาของเมทิสผู้เป็นแม่ และเอเทน่าก็ถือเมดูซ่าพี่น้องร่วมสายเลือดแม่ เป็นศัตรูคนสำคัญ อยู่มาวันหนึ่งเมดูซ่าที่เป็นสาวงาม มีชายหลายคนหมายปองเป็นเจ้าของ ก็ได้ไปบูชาเทพเอเทน่ายังวิหารของเอเทน่า แล้วเทพโพไซดอน(Poseidon)ก็เห็นเมดูซ่าที่มีหน้าตาสวยงามมาก จึงต้องการครอบครองเมดูซ่าเป็นของตน จึงใช้กำลังขืนใจเมดูซ่า เอเทน่าเห็นดังนั้นจึงใส่ความเมดูซ่าว่า ลบหลู่เอเทน่าในวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ และสาบเมดูซ่าให้กลายเป็นมารร้ายหน้าตาน่าเกลียด และสาบให้ผมสวยงามของเมดูซ่าเป็นงูเต็มหัวเมดูซ่า เมื่อเป็นเช่นนี้เมดูซ่าต้องได้รับความอับอาย โกรธแค้นจึงได้ใช้ความเกลียดชังนั้นมาเป็นพลังในการสาบคนที่มองหน้าเธอให้กลายเป็นหินไป เพื่อตอบแทนสิ่งที่ทำให้เธอกลายเป็นเช่นนี้ เมดูซ่าจึงกลายเป็นมารร้ายที่สุดตนนึงในตำนานกรีก



สุดท้ายเมดูซ่าก็ถูกเพอร์เซอุสฆ่าตายจากการถูกเพอร์เซอุสใช้ดาบฟันคอขาด ซึ่งเอเทน่าเป็นคนอยู่เบื้องหลังในการตายของเมดูซ่า ที่เอเทน่าให้เพอร์เซอุสไปฆ่าเมดูซ่าแทนนั้นเพราะเอเทน่าเป็นเทพแล้วจึงใช้อำนาจในทางที่ผิดได้ไม่มาก จึงใช้มือของเพอร์เซอุสในการทำการเรื่องนี้

เกอิชา geisha



เกฉะ("ศิลปิน") เป็นอาชีพหนึ่งของสตรีญี่ปุ่นในสมัยก่อน ถือว่าเป็นผู้ที่ชำนาญทางศิลปะ และให้ความเพลิดเพลินบันเทิงใจ เป็นเสมือนผู้คอยต้อนรับและปรนนิบัติแขก เกอิชามีอยู่แพร่หลายอย่างมากในญี่ปุ่น ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ19 เมื่อ ค.ศ. 1920 มีจำนวนเกอิชาถึง 80,000 คน ส่วนในปัจจุบันแม้ว่าจะยังมีอาชีพเกอิชา แต่จำนวนค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง

คำว่า "เกอิชา" นั้น ภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า "เก-ฉะ" ในแถบคันไซ เรียกว่า เกงิ ส่วนเกอิชาฝึกงาน หรือ "เกโกะ" นั้น มีใช้มาตั้งแต่สมัยเมอิจิ ส่วนคำว่า "กีชา" ที่เรียกว่า "สาวเกอิชา" นั้น นิยมเรียกในช่วงปฏิบัติการร่วมระหว่างญี่ปุ่นและอเมริกา หมายถึง หญิงขายบริการ แต่เรียกตัวเองว่า "เกอิชา"

อาชีพของเกอิชานั้น พัฒนาขึ้นมาจาก ไทโคะโมะชิ หรือ โฮคัน ซึ่งคล้ายกับพวกตลกหลวงในราชสำนัก เกอิชาในสมัยแรกนั้นล้วนเป็นผู้ชาย ส่วนผู้หญิงที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกันนั้น จะเรียกกันว่า "อนนะ เกฉะ" หรือ เกอิชาหญิง แต่ในปัจจุบัน เกอิชาเป็นหญิงเท่านั้น

บุคลิกความรักของคุณ

Posted on 2006-Nov-22 at 11:55
ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เกิดต่างวันจะมีนิสัยเกี่ยวกับความรักที่ไม่เหมือนกัน ลองมาดูว่าวันไหนเป็นคนยังไง
คัดลอกมาจาก http://loveconcept.com

วันอาทิตย์
คนเกิด วันอาทิตย์ เป็นคนชอบเสี่ยง กล้าได้กล้าเสีย เป็นคนมี ความคิดโลดแล่น รวดเร็ว และใจร้อน เช่นเดียวกันกับในเรื่องของ ความรักเมื่อหลงรักใครแล้วจะตามตื้อให้สำเร็จจนได้เป็นคนรักสนุก ชอบคนที่ดูดีมีเสน่ห์ไม่เรียบง่ายหรือเชยจนเกินไปเป็นคนมี ความเชื่อมั่นในตนเองสูง มีความ สดใสน่ารัก และร่าเริงทำให้มี เสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามใครเห็นใครก็ชอบแต่ค่อนข้างดื้อรั้น และหัวเแข็ง ซึ่งบางครั้งทำให้ไม่ยอมอ่อนข้อต่อใคร

บางทีความรักต้องสิ้นสุดลงไป เพราะความมีทิฐิมานะเป็นคน ค่อนข้างเจ้าชู้ทีเดียว และมีความโรแมนติกในเรื่องความรักมาก ชอบที่จะอยู่คลอเคลียกับคนรักตลอดเวลา รักใครแล้วจะเป็นคนที่รักจริง หวังแต่งเลยนะ แต่ก่อนที่จะพบตัวจริง ก็ชอบที่จะเลือกพบคนใหม่ ๆ เพราะมันทำให้เกิดความรู้สึกท้าทาย คนเกิดวันนี้จะมีดวง ความรัก ค่อนข้างดีถ้าคนรักเข้าใจถึงความใจร้อนไปบ้างของคุณ ก็จะสามารถ คบกันได้นาน


วันจันทร์
คนเกิดวันนี้เป็นคนเจ้าชู้หลบใน (ก็เจ้าชู้เงียบๆ นั่นแหละ) ไม่แสดงออกเด่นชัดเหมือนคนวันอาทิตย์ มักจะแอบโปรยเสน่ห์ ให้ใครต่อใครหลงใหลอยู่เสมอ เพราะความที่เป็นคนน่ารักสุภาพ อ่อนโยน อีกทั้งยังฉลาดเฉลียวแถมยังเข้าอกเข้าใจผู้อื่นและมีมนุษย สัมพันธ์ดีอีกด้วย

ความจริงคนเกิดวันนี้ก็เป็นคนที่ค่อนข้างดื้อรั้นและเอาแต่ใจตัว เอง เหมือนกันแต่จะค่อย ๆ แสดงออกมา เมื่อคบกันแล้วต้องการให้คนมา เอาอกเอาใจ คนเกิดวันนี้รักความสะดวกสบาย โกรธง่าย หายเร็ว รักแท้ ของคนวันจันทร์มักจะเกิดกับคนที่แตกต่างในเรื่องของอายุหรือฐานะ ความเป็นอยู่มากทีเดียว ทำให้ต้องอดทนและฝ่าฟันเหมือนรักแท้ ในหนังสุดโรแมนติกประมาณ โรส แอนด์ แจ๊ค แห่งไททานิคนั่นเลย แต่ว่าคนวันจันทร์นี้มักจะสุขสมหวังเสมอในเรื่องความรักถ้าดูแลหัวใจ ตัวเองให้ดีไม่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไปไหนก็จะมีคู่รักที่คบกันเนิ่นนาน จนเพื่อน ๆ อิจฉาเสมอนั่นแหละ


วันอังคาร
เป็นคนที่มีดวงความรักค่อนข้างดีทีเดียว จะพบรักแท้ที่คบกัน อยู่ กันไปอย่างหวานชื่น และสมหวัง อาจจะเป็นคนที่ดูเจ้าชู้ไปสักนิดแต่จริง ๆ แล้วเป็นแค่อยากสนุกชั่วครั้ง ชั่วคราว เท่านั้น ไม่ได้เป็นนิสัย ถ้าเจอะ เจอคนหน้าตาดีหรือบุคลิกถูกใจก็จะส่งสายตาไปก่อนอื่น แต่จะไม่ใช่ คนที่จะต้องเข้าไปขอทำความรู้จักในทันดีทันใดเป็นคนมีนิสัยใจร้อน วู่วามและตรงไปตรงมาแต่นั่นแหละคือเสน่ห์ที่เพศตรงข้ามหลงไหล

คนเกิดวันนี้เมื่อตกหลุมรักใครแล้วจะติดตามคอยอยู่ใกล้อย่าง ตั้งใจ ไม่มีวันจีบทิ้งจีบขว้างอย่างแน่นอน เป็นคนที่แข็งนอก อ่อนใน ใจดี แต่ปากแข็งเมื่อทำผิดมักจะไม่ค่อยยอมง้อทั้งที่ในใจอยากจะง้อ ใจจะขาด ดวงความรักของคนวันอังคารจะมีปัญหาก็อยู่ที่เรื่อง ของอารมณ์เท่านั้นต้องควบคุมอารมณ์ให้อยู่หรือเลือกคู่ที่เป็นคนใจเย็น สุดสุดก็จะมีรักที่ยั่งยืนยากที่จะแตกร้าวได้


วันพุธ
คนเกิดวันพุธเป็นคนช่างคิดช่างตรึกตรองช่างเลือกรอบคอบ ในทุกเรื่องรวมทั้งในเรื่องของความรักคุณจะต้องมั่นใจเสียก่อน ที่จะตกลงปลงใจกับใครเป็นคนที่ต้องการความรักที่ลึกซึ้งมั่นคง ไม่ใช่ความรักเพื่อให้ตื่นเต้นเร้าใจเท่านั้นเสน่ห์ของคนวันนี้อยู่ที่การ พูดจาที่น่ารักสุภาพทำให้ใครต่อใครชื่นชอบรักสนุกและยังเป็นคนฉลาด มีไหวพริบดี อีกด้วย

คนเกิดวันพุธ มักจะมีความรักแบบที่เริ่มจากความเป็นเพื่อนก่อน แล้วค่อยผูกพันกัน มาเป็นความรักแท้ที่เต็มไปด้วยการเข้าอกเข้าใจกัน รู้จักกันดีมาก เคารพอิสระและเวลาส่วนตัวซึ่งกันและกัน คนเกิดวันนี้ ไม่ชอบดูแค่หน้าตาอย่างเดียวแต่ต้องเป็นคนที่พูดคุยกันรู้เรื่องและ มีทัศนคติเหมือนกัน ต้องเป็นได้ทั้งเพื่อนคู่คิดและคนรักในขณะเดียวกัน


วันพฤหัส
คุณเป็นคนมีความโอบอ้อมอารีมีน้ำใจต่อผู้คน มีสติปัญญาดี เป็นที่ ยอมรับของคนอื่น เป็นคนรักใครก็รักจริง เกลียดจริง ไม่ชอบการเสแสร้ง หลอกลวง ดวงความรักค่อนข้างเรียบง่าย ไม่โลดโผนมากนัก เป็นคนน่ารัก เปิดเผย จริงใจ และมีความมุ่งมั่นสู่จุดหมาย ไม่เลื่อนลอย ไร้สาระ เป็นคนไม่เจ้าชู้ ถ้ารักใครก็จะซื่อสัตย์และรักเดียวต่อคนรัก ของตัวเองไม่คิดนอกใจไปมีใครอื่น

หากต้องผิดหวังในเรื่องความรัก ก็จะเป็นเพราะการมองโลกในแง่ดี จนเกินไป หรือคิดไปเองว่า ใครคนนั้นมีใจด้วย แต่เมื่อผิดหวังก็ไม่ปล่อย ตัวเองให้จมปลักกับความเจ็บปวด แต่จะพยายามทุ่มเทในเรื่อง ที่ตนสนใจ ให้ลืมความเจ็บปวดนั้น คนวันนี้ชอบคนที่เรียบง่ายมีนิสัย ความชอบคล้ายๆ กันไม่หรูหราฟุ่มเฟือยจนเกินไป


วันศุกร์
คนเกิดวันนี้มีเรื่องราวของความรัก ๆ ใคร่ ๆ มาวนเวียนประจำหัวใจ อยู่เสมอเป็นคนรักสวยรักงามชอบที่จะดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ เมื่อรักใครชอบใครแล้ว ก็จะเอาอกเอาใจเป็นอย่างดีเรียกว่าทุ่มจน สุดหัวใจเลยทีเดียว (เจ้าบุญทุ่ม ตัวจริง) แต่ก็ต้องการการตอบสนอง อย่างเดียวกันจากคนรักด้วย ไม่ฉะนั้นจะรู้สึกน้อยใจมาก

เสน่ห์ของคนวันศุกร์อยู่ที่ความอ่อนหวาน เป็นคนใจกว้าง และซื่อตรง บางครั้งออกจะขี้ระแวงคนรักจนเกินเหตุไปด้วยซ้ำดวงความรัก ของคนเกิดวันนี้ค่อนข้างอาภัพ (ฮือ ๆ) ทั้ง ๆ ที่มีคนมารักชอบอยู่เยอะ แต่ก็มักจะจบลงเพราะความไม่มีเหตุผลและเจ้าอารมณ์ของคุณ อยู่นั่นเองบางคนที่ถึงจะมีรักหวานแสนโรแมนติกเพียงใดแต่กลับ ต้องลาร้างกันทั้ง ๆ ที่ยังรักกันมากบางคนก็อาจจะมีความสัมพันธ์รัก ที่ยั่งยืนอบอุ่นแต่อาจไม่ใช่คนที่คุณเคยรักอย่างหัวปักหัวปำมาก่อน เป็นคนที่มีดวงความรักพิเศษไม่ธรรมดาเลยจริงๆ


วันเสาร์
น่าอิจฉาที่สุด สำหรับคนเกิดวันเสาร์ เป็นคนโชคดีในด้านความรัก ไม่ค่อยจะมีปัญหาให้ต้องปวดใจ เหมือนคนเกิดวันอื่น ๆ เพราะว่า คนเกิดวันนี้เป็นคนที่เด็ดเดี่ยว หนักแน่น ใจคอมั่นคง เมื่อคบกับใคร ก็จะมีคนคนนั้นอยู่คนเดียวในหัวใจ ไม่ชายตาไปให้คนอื่นเลย เมื่อเลิกแล้วถึงจะเริ่มมีรักใหม่ คุณเป็นคนที่ดูสุขุม มีระเบียบ แต่ก็เป็น คนดื้อรั้นไม่เบาทีเดียว

มีความเจ้าชู้แบบเงียบ ๆ คือแค่มองและส่งยิ้มไปบ้าง ไม่มีอะไร ในกอไผ่เป็นประเภทขอแอบรัก แอบชื่นชม อยู่ไกล ๆ มากกว่า คนวันเสาร์เป็นคนที่ทระนง อดทน และมีความมุ่งมั่นใส่ใจคนรัก อย่างเสมอต้นเสมอปลาย (น่าอิจฉา คนมีแฟน เกิดวันเสาร์จัง) แต่ก็ ไม่ชอบให้แฟนมีนิสัยหรูหรา ฟู่ฟ่าจนเกินไปนัก เป็นคนช่างเลือก จึงไม่ค่อยคบใคร เล่นๆ เมื่อถูกใจใคร จะใช้เวลาพิจารณานิสัยก่อน ที่จะเริ่มรักอย่างเต็มหัวใจแต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ในเรื่องของความรักจะต้องดู ถึงเรื่องความเหมาะสมในทุก ๆ ด้านด้วย เช่น อายุ ฐานะ การศึกษา


ลองกับตัวเองดูว่ามันตรงหรือเปล่านะค่ะ ใครที่แอบชอบใครลองไปถามวันเกิดเขาดูก่อนก็ได้ จะได้รู้ว่าเขาเป็นคนยังไง

ทำไมสาวๆ หลายๆคน ถึงยังเป็นโสดอยู่ ทั้งที่หน้าตาก็ไม่ได้ขี้ริ้ว ขี้เหร่สักเท่าไหร่

Posted on 2006-Nov-17 at 01:20

ทำไม  สาวๆ หลายๆคน ถึงยังเป็นโสดอยู่ ทั้งที่หน้าตาก็ไม่ได้ขี้ริ้ว ขี้เหร่สักเท่าไหร่

อืม..น่านดิ 

1.ผู้ชายที่นิสัยดี มักจะหน้าตาไม่ดี (อันนี้ เข้าข่ายเลือกมาก)

2.ผู้ชายที่หน้าตาดี มักจะนิสัยไม่ดี (จริง....)

3.ผู้ชายที่หน้าตาดี นิสัยดี มันจะมีเจ้าของแล้ว (ถูกกก)

4.คนที่หล่อและนิสัยดี มักจะไม่รวย (อันนี้ ประมาณว่าคงกลัวจะอดตาย) 

5.คนที่หล่อและ รวย นิสัยก็ดี แถมยังโสด เผอิญเค้าไม่สนใจสาวโสดทั้งหลายอย่างพวกเรา ๆ

(ฐานะทางสังคมไปกันไม่ด้ายยย)

6.คนที่ทั้งหล่อ รวย นิสัยดี แถมยังโสดและ ยังสนใจผู้หญิงโสดๆ ทั้งหลาย

ก็มักจะเป็น เสือผู้หญิง (เฮ้อออ ไม่ไหว  ไม่ไหว..... สมัยนี้เยอะด้วยอะดิ)

7.คนที่ทั้งหล่อ รวย นิสัยดี และโสด แถมยังสนใจพวกผู้หญิงโสดอีกด้วย

เค้าไม่ใช่เสือผู้หญิง แต่เค้าเป็น...... เกย์  (อันนี้ น่ากลัวววว) 

8.คนที่ทั้งหล่อ นิสัยดี โสด และยังสนใจผู้หญิงโสดๆ ทั้งหลาย

แถมยังไม่ใช่เสือผู้หญิง และไม่ใช่เกย์

แต่เค้าเป็นคนที่เคยผิดหวังจากความรัก เลยปิดกั้นตัวเอง


Friends

- Cyberman